นครที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิจีน ในสมัยอดีต คงจะต้องนึกถึงพระราชวังต้องห้าม ที่ใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งเป็นที่ประทับ ของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง รวมทั้งสิ้น 24 พระองค์ ในพระราชวังต้องห้ามมีสิ่งปลูกสร้างมากมายนับไม่ถ้วน พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ จักรพรรดิลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1403 - 1423 หลังจากขับไล่ชาวมองโก ออกนอกกรุงปักกิ่งได้หมด จักรพรรดิหย่งเล่อ ย้ายราชธานี จากนานกิงมาปักกิ่ง และทรงก่อสร้างพระบรมมหาราชวัง เสียใหญ่โตมโหฬาร โดยเริ่มสร้างพระราชวังแห่งนี้ เมื่อปี ค.ศ.1406 สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1420 ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 14 ปี สาเหตุที่ทำให้จักรพรรดิหย่งเล่อ ย้ายราชธานีมาปักกิ่ง คงต้องย้อนกลับไปในสมัยจูหยวนจาง หรือจักรพรรดิหงอู่ ผู้ล้มล้างราชวงศ์หยวน แล้วสถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้นที่นานกิง เมื่อปี ค.ศ.1468 เมื่อสิ้นพระชนม์ลง จูหยุนเหลิน ผู้เป็นราชโอรสได้สืบราชสมบัติ เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์หมิง มีพระนามว่า จักรพรรดิเจี้ยนเหวิน รัชกาลนี้มีอายุเพียง 4 ปี จูตี้ หรือจักรพรรดิหย่งเล่อ ผู้เป็นอาได้ชิงราชสมบัติ จากจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน ผู้เป็นหลานแต่ในการชิงราชบัลลังก์ครั้งนั้น ไม่มีใครพบศพของจักรพรรดิเจี้ยงเหวิน จักรพรรดิหย่งเล่อ ทรงคิดว่า เจี้ยนเหวินยังมีพระชนม์อยู่ จึงหวดระแวง กลัวว่าเจี้ยนเหวินจะกลับมาแย่งชิงอำนาจ และอีกประการทรงหวั่นเกรงต่ออำนาจ อิทธิพลของขุนนางและนายทหารที่จงรักภักดี ต่อจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน จึงย้ายราชธานีมาปักกิ่ง

ท้องพระโรงใหญ่ใจกลางพระราชวังต้องห้าม
เมื่อครั้งในอดีต พระราชวังแห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า "พระราชวังต้องห้าม" จักรพรรดิจะทรงประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ กั้นพระองค์จากโลกภายนอก จวบจนกระทั้ง เริ่มมีการปฏิวัติประเทศเป็นสาธารณรัฐ ในปี ค.ศ.1911 คณะผู้ก่อการปฏิวัติบังคับจักรพรรดิปู่อี๋ ให้สละราชสมบัติ ซึ่งขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุได้หกพรรษา พระองค์ได้รับอนุญาตให้ประทับอยู่ในพระราชวังต้องห้าม ในฐานะที่ไม่ต่างจากนักโทษ จนถึงปี ค.ศ.1924 จึงได้รับการปลดปล่อย และในบั้นปลายชีวิต ทรงทำงานอยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์ ในกรุงปักกิ่ง พระองค์มีพระชนม์มายุอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1906 - 1967 และเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิง
ในการก่อสร้างพระราชวังต้องห้าม ใช้ช่างฝีมือกว่าหนึ่งแสนคน คนงานมากกว่าหนึ่งล้านคน ไม้ที่ใช้เป็นไม้หนามมู่ เป็นไม้เนื้อแข็งชั้นดี เอามาจากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนาน ส่วนไม้ซุงขนมาจากซื่อชวน เจียงซี เจ๋อเจียง ส่านซี และฮูนาน การตัดและการขนย้ายเป็นเรื่องสุดโหด ไม้เมื่อตัดแล้ว จะต้องทิ้งไว้บนเขาอย่างนั้น รอให้น้ำป่าหลากทะลักพัดมันลงมาเอง จากนั้นจึงค่อยบรรทุกขึ้นเรือมาปักกิ่ง
หินที่ใช้ในการก่อสร้าง นำมาจากฟ่างซาน การขนย้ายยิ่งแสนยากเข็ญกว่านัก ต้องจ้างชาวไร่ ขาวนา ในการขนย้ายหินถึง สองหมื่นคน หินแต่ละก้อนยาว 10 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 1.6 เมตร หากเคลื่อนย้ายผ่านภูมิภาคที่เป็นน้ำแข็ง ต้องราดน้ำลงไปเพื่อให้น้ำแข็งละลาย เมื่อมาถึงปักกิ่ง ต้องใช้ม้าและล่อลากหินเป็นพันๆ ตัว อิฐนำมาจากหลินจิ้ง ในมณฑลซานตง การสร้างต้องใช้อิฐมากกว่าสิบล้านก้อน เพื่อใช้ปูพื้นพระราชวัง และขั้นตอนในการปูพื้นมีกรรมวิธีกว่ายี่สิบขั้นตอน แต่ละพื้นที่ใช้เวลาปูพื้นร่วมปี กว่าจะสำเร็จเป็นพระราชวังอันใหญ่โต ต้องใช้ทรัพยากร และแรงงานมากมาย ถึงแม้ในปัจจุบันจะเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชม แต่ความยิ่งใหญ่ ความเล้นลับ เรื่องราวอันน่าศึกษา ยังคงซุกซ่อนอยู่ในพระราชวังแห่งนี้...พระราชวังที่ยังคงเป็น...พระราชวังต้องห้าม...
สถานที่ที่ตั้งของพระราชวังโบราณนี้แต่เดิมนั้นก็คือพระราชวังหลวงของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกล ซึ่งต่อมาเมื่อราชวงศ์หยวนล่มสลายลงแล้วมีราชวงศ์หมิงขึ้นมาแทน จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์หมิง จักรพรรดิหงอู่ได้ย้ายเมืองหลวงจากปักกิ่งไปนานกิงและดำริให้รื้อถอนพระราชวังออก ซึ่งต่อมาเมื่อพระราชโอรสของพระองค์ จักรพรรดิหย่งเล่อได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ได้ย้ายเมืองหลวงกลับปักกิ่งดั่งเดิม และทรงสั่งให้ก่อสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 1949 ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้
มุมของพระราชวังทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ก็ได้ก่อสร้างสร้างขึ้นมาใหม่บนฐานสิ่งก่อสร้างเดิม ทำให้พระราชวังกลายมาเป็นจุดศูนย์กลางอำนาจของจีนอีกครั้งหนึ่งเรื่อยมาจนถึงการล่มสลายของราชวงศ์ชิง และการเปลี่ยนมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ
พระราชวังต้องห้าม (จีน: 紫禁城; พินอิน: Zǐjìn Chéng จื่อจิ้นเฉิง; อังกฤษ: Forbidden City) จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีม่วง" พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน
( 39°54′56″N, 116°23′27″E) เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง พระราชวังต้องห้ามยังรู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์พระราชวัง (ภาษาจีน: 故宫博物院; พินอิน: Gùgōng Bówùyùan) ครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร อาคาร 800 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง [1] และมีพระที่นั่ง 75 องค์ ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 จนถึง พ.ศ. 1963
พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ เช่น มหาศาลาประชาคม หอพระสมุด ห้องหับต่างๆอีกมาก รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด ในอดีตภายในเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ ในวังจะมีวิเสท 6,000 คน ประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล 9,000 นาง ซึ่งมีขันที 70,000 คน คอยดูแลให้ มีคำเล่าลือกันว่า พระนางซูสีไทเฮา เวลาเสวยก็จะมีพระกระยาหารถึง 148 ชุด และทรงส่งขันทีไปเสาะหาชายหนุ่มซึ่งเข้าวังแล้วจะไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้
ยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง เมื่อ พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) โดยเป็นมรดกโลกที่เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้โบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก
พระราชวังต้องห้ามเป็นที่รู้จักในหลากหลายชื่อ ในภาษาจีนนั้น ชาวจีนจะเรียกพระราชวังต้องห้ามว่า กู้กง (จีน: 故宫; พินอิน: Gùgōng) ซึ่งแปลว่า พระราชวังเก่า นอกจากนี้ คำนี้ยังใช้เรียกพระราชวังเก่าตามเมืองต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศจีนด้วย ส่วนคำที่เรารู้จักกันดีว่า "พระราชวังต้องห้าม" นั้น แปลมาจากภาษาจีน จื่อจิ้น เฉิง (จีน: 紫禁城; พินอิน: Zǐjìn Chéng) ซึ่งแปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู" ด้วยเหตุที่ว่า ห้ามสามัญชนเข้าไปในบริเวณวังหลวงโดยเด็ดขาด และสีเลือดหมูนั้นเป็นสีอาคารและหลังคาโดยทั่วไป
http://learners.in.th/blog/kumtalungpt/123995
http://th.wikipedia.org/wiki


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น